วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2557

สถารณ์การความขัดแย้งทางการเมือง

วิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2556–2557 เริ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากมีเสถียรภาพมาระยะหนึ่ง โดยการที่สภาผู้แทนราษฎร ลงมติให้ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... ผ่านการพิจารณาในวาระที่สองและสาม ในเวลาเช้ามืดของวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เป็นเหตุสำคัญที่มีประชาชนหลายกลุ่มแสดงการคัดค้าน โดยสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้นำการชุมนุม รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งต่อต้านด้วยการอ้างว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะช่วยให้พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี พ้นจากความผิดทางการเมือง และสามารถกลับเข้าประเทศไทย ทั้งเชื่อว่า นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรอยู่เบื้องหลังการนี้ สำหรับการคัดค้านของ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มคนเสื้อแดงส่วนหนึ่ง ด้วยเนื่องจากร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จะล้างความผิดของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสุเทพ ให้พ้นจากข้อหาสั่งสลายการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553 จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ครั้นวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 วุฒิสภาลงมติไม่เห็นชอบ กับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่การชุมนุมซึ่งนำโดยสุเทพ ยังคงดำเนินต่อไป โดยเปลี่ยนเงื่อนไขเป็นการต่อต้านรัฐบาลแทน
วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 แต่พรรคเพื่อไทยปฏิเสธคำวินิจฉัยนี้ โดยให้เหตุผลว่า ศาลรัฐธรรมนูญก้าวล่วงเขตอำนาจของรัฐสภา ในอันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามกระบวนการ รวมทั้งมีสมาชิกพรรคเพื่อไทย และนักวิชาการส่วนหนึ่ง ให้ความเห็นก่อนหน้านี้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญละเมิดพระราชอำนาจ เนื่องจากร่างแก้ไขดังกล่าวนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 จำนวนผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลเพิ่มขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์เดียวกัน ทั้งนี้รัฐบาลชี้แจงว่าไม่สามารถขอร่างกฎหมายดังกล่าวคืนได้ทว่าต่อมาในวันที่ 8 ธันวาคม 2556 นายกรัฐมนตรีขอพระราชทาน ถอนร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว พร้อมทั้งขอพระราชทานอภัยโทษ หากระคายเบื้องพระยุคลบาท ขณะที่ นปช.จัดการชุมนุมเพื่อตอบโต้การต่อต้านรัฐบาลขึ้นที่ราชมังคลากีฬาสถานตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ถึงเช้าวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556ในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 กลุ่มผู้ประท้วงฝ่ายสุเทพ ก็เริ่มปิดล้อมและพยายามบุกรุกเข้ายึดอาคารสถานที่ราชการหลายแห่ง เพื่อหวังจะบังคับให้ปิดทำการ โดยมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นอยู่บ้าง ที่สำคัญคือ การปะทะกันระหว่างกลุ่มสนับสนุนและต่อต้านรัฐบาลบริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตลอดทั้งวันที่ 30 พฤศจิกายน ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 1 ธันวาคม จนมีผู้เสียชีวิต 4 คน และบาดเจ็บ 57 คน
การยกระดับการชุมนุมในวันที่ 1 ธันวาคม 2556 เกิดการปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงและตำรวจเป็นเวลาสองวัน ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและหัวฉีดน้ำ เพื่อยับยั้งไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาลโดยมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ 119 คน ต่อมาในวันที่ 3 ธันวาคม 2556 ตำรวจรื้อถอนสิ่งกีดขวาง แล้วปล่อยให้กลุ่มผู้ประท้วงเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาล เพื่อลดความตึงเครียด และนับเป็นการสงบศึกชั่วคราว เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในวันที่ 5 ธันวาคม 2556 พระองค์มีพระราชดำรัส เรียกร้องให้ทุกฝ่ายสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างไรก็ตาม สื่อต่างประเทศรายงานว่า ผู้ชุมนุมฝ่ายสุเทพ ซึ่งส่วนมากเป็นพวกคลั่งเจ้า ยังคงชุมนุมกันต่อไป จนกว่าจะบรรลุเงื่อนไขในการขจัด "ระบอบทักษิณ" ตามความเชื่อของพวกตน ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2556 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 153 คนประกาศลาออก และในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร โดยพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 แต่กลุ่มผู้ชุมนุมปฏิเสธการเลือกตั้งดังกล่าว โดยเรียกร้องให้มีการจัดตั้ง สิ่งที่ผู้ชุมนุมเรียกว่า "สภาประชาชน" เพื่อปฏิรูปประเทศ และตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557 สุเทพนัดชุมนุมปิดกรุงเทพมหานคร เพื่อกดดันรัฐบาลรักษาการต่อไป

ที่มาความขัดแย้งทางการเมือง

"Conflict is not always negative and can be essential to change of the issues it raiser are channeled into the kind of debates and exchanges which help to find solutions"

ความขัดแย้ง(Conflict) เป็นปรากฏการณ์หนึ่งในสังคมที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะตราบใดที่มนุษย์เรายังอยู่ร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ที่ผ่านมาการชุมนุมเรียกร้องในประเทศไทยจะเกี่ยวข้องอยู่ 5 เรื่องใหญ่ ๆ คือ ปัญหาที่ดินทำกินปัญหาอันเกิดจากการก่อสร้างโครงการของรัฐที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัญหาหนี้สิน ปัญหาเขื่อนหรือโรงไฟฟ้า และการบริหารราชการหรือการดำเนินนโยบายของรัฐบาล เพราะว่าเป็นเรื่องที่อยู่ ใกล้ตัวและเป็นเรื่องปากท้องหรือเรื่องของสิทธิที่ประชาชน ควรจะได้รับ(http://www.isab.go.th/dopa_isab/taksin/17/17 40.pdf. ค้นเมื่อ 15 เมษายน 2553.) จนอาจกล่าวได้อย่างสรุปว่า “ความขัดแย้งกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตมนุษย์ในยุคศตวรรษที่ ๒๑” ที่มาพร้อมกับกระแสโลกาภิวัตน์และแนวคิดการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่เน้นการกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น ดังนั้น ความขัดแย้งระดับชุมชนจึงมิใช่เป็นปัญหาภายในชุมชนเท่านั้น แต่กลายเป็นปัญหาที่มีปฏิสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันไปทั่วประเทศ และสามารถสื่อสาร ถ่ายทอดไปได้ทั่วโลก จากเหตุผลนี่เอง ที่ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองไทย ได้ส่งผลเกิด ปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมืองมากขึ้นและรุนแรง เข้มข้นขึ้น ดังเห็นได้จาก ช่วงระยะเวลากว่า ๗๘ ปีของระบบรัฐสภาไทย มีรัฐธรรมนูญมา ๑๘ ฉบับ ภายใต้การบริหารประเทศด้วยนายรัฐมนตรีมาแล้ว ๒๗ คน มีคณะรัฐมนตรีทั้งหมด ๕๙ ชุด โดยการปฏิวัติและรัฐประหาร ๑๒ ครั้ง มีการก่อกบฏมากถึง ๑๑ ครั้ง(บวรศักดิ์ อุวรรณโณ.ผ่าทางตันวิกฤติ
ประเทศไทย.www.thairath.co.th/content/pol.73086) เป็นสถิติที่พอจะยืนยันได้ว่า ระบอบประชาธิปไตยของไทย ยังต้องมีการพัฒนาอีกมากและการที่การเมืองยังขาดเสถียรภาพ ซึ่งเดิมนั้น เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในแต่ละครั้งนั้นมักเกิดจากคนเมือง (โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ) คนต่างจังหวัด เป็นเพียงคนส่วนใหญ่ที่รับรู้ การต่อสู้ เปลี่ยนแปลงทางการเมืองสื่อ ของรัฐเท่านั้น แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เกิดการพลิกขั้วของการต่อสู้และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กลับกลายเป็น การขับเคลื่อนพลังโดย คนชนบท โดยผ่านแกนนำ กลับกลายเป็นว่า คนชั้นกลางและคนกรุงเทพฯ กลายมาเป็นท่านผู้ชมการประท้วงเรื่อยมาตั้งแต่ การประท้วงของกลุ่มพันธมิตร (เสื้อสีเหลือง) และการประท้วงของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (เสื้อสีแดง) ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทยที่รุนแรงและยืดเยื้อ มีการแบ่งฝ่าย แบ่งสี ออกจากกันอย่างเด่นชัด สะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยเรากำลังเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมืองในระดับที่รุนแรงมากขึ้น ผนวกเข้ากับความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง (Structural Conflict) ที่มีมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแย่งชิงอำนาจและการใช้อำนาจมิชอบ รวมถึงสถานการณ์ ความขัดแย้งจากผลประโยชน์ (Interest Conflict) ซึ่งประจักษ์ต่อสังคมไปทั่วโลกในเรื่องของการแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อนจากอิทธิพลของนักการเมือง การทุจริต คอรัปชั่นทั้งในภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง มีการต่อสู้ และตอบโต้กันอย่างดุเดือด หลายต่อหายครั้งมีการปะทะกันจนถึงมีผู้บาดเจ็บรุนแรง และเสียชีวิต อย่างในกรณี กลุ่ม นปช.(เสื้อแดง) ปะทะกับกำลังทหาร และตำรวจ เมื่อวันที่ ๑๑-๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ ถือเป็น “ปฏิบัติการความรุนแรงจากมือที่มองไม่เห็น” เพราะฝ่ายที่กำลังเป็นคู่ขัดแย้งกันอยู่ คือ ฝ่ายรัฐบาล และฝ่าย นปช. ต่างไม่ยอมรับว่า เป็นฝีมือของฝ่ายตน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของคนเราย่อมไม่มีใครจะกล้ายืดอกรับผิด กับ การใช้ความรุนแรงที่ไร้มนุษยธรรมเยี่ยงนี้ และ ต่อมาฝ่ายรัฐบาลได้เรียก กลุ่มหนึ่ง ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าเป็นใคร ว่า “กลุ่มผู้ก่อการร้าย” ส่งผลให้ คนชั้นกลาง ที่กำลังแสดงความไม่พอใจต่อฝ่าย นปช. อยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เกิดความ “เกลียดชังและคิดว่าเป็นเพราะ การประท้วงของ นปช.นั้นสร้างความเดือดร้อน และเป็นชนวนของการเกิดความรุนแรง” จึงเกิดเป็น “กลุ่มเสื้อหลากสี กลุ่มเสื้อสีชมพู กลุ่มเสื้อสีขาว” ออกมาเคลื่อนไหวตอบโต้กันไปมา เพราะต่างฝ่ายต่างอ้างว่าเป็นการเรียกร้องตามแนวทาง “สันติวิธี”
สถานการณ์ความขัดแย้งที่เรื้อรังมาเกือบ ๓ ปีนั้นได้ปรากฏต่อสายตาชาวไทยและต่างชาติ ผ่านสื่อต่างๆ ส่งผลทำให้ต่างชาติขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน ส่งผลกระทบเชิงลบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง สร้างความเสียต่อระบบเศรษฐกิจ และทำลายภาพลักษณ์ของเมืองพุทธที่มีการเลือกใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาจนมีผู้คนล้มตาย จากเสพย์ข่าว ภาพและบทวิเคราะห์ต่างๆผ่านสื่อมากมายหลายแหล่ง วันแล้ววันเล่า คนไทยกลุ่มใหญ่[1] เองก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับ กระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมที่ผ่านมา ซึ่งไม่รู่ว่า จะโทษว่าเป็นความผิดของใคร แต่ที่น่าคิด คือ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา ๔-๕ ปีที่ผ่านมานั้น เกี่ยวข้องกับเรื่องของ อำนาจ และผลประโยชน์ ของผู้ที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะอย่างชัดเจน ซึ่งควรแก้ด้วยกระบวนการขับเคลื่อนทางการเมืองนำการทหาร
สิ่งที่น่าขบคิดประการหนึ่ง คือ จากอดีตจวบจนปัจจุบัน สังคมไทยมีความผูกพันธ์แบบฉันท์มิตรแบบครอบครัวและเครือญาติกันมานานภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เราอยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และภาษา อย่างสงบสุขมาช้านาน แล้วเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย? ความรู้สึกมั่นคง ร่มเย็น หายไปไหน? ทำไมคนไทยทะเลาะ และขัดแย้งกันด้วยเรื่องอะไร?.... หลายๆๆคำถามผุดขึ้นมาในความคิดของผู้เขียน วันแล้ว วันเล่า และมีคำถามที่ผู้เขียนให้ความสำคัญมาก คือ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังสร้างความรุนแรงนี้ เกี่ยวข้องกับบทบาทผู้นำชุมชนอย่างไรบ้าง? คำถามนี้เกิดขึ้นมาจากเหตุผลสำคัญ ๓ ประการ ได้แก่ ประการแรก คือ กลุ่มคนที่เข้ามาประท้วงในกรุงเทพฯและปริมณฑลนั้น ส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด ซึ่งผู้นำชุมชนมีส่วนในการระดมคนและกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมทางการเมืองหรือไม่? ประการที่สอง ผู้นำชุมชน มีส่วนเกี่ยวข้องกับอำนาจและผลประโยชน์ของนักการเมืองระดับชาติหรือไม่? และประการสุดท้าย ผู้นำชุมชนในท้องถิ่นต่างๆควรมีบทบาทในการยับยั้งและป้องกันการระดมกำลังคนเพื่อการประท้วง (ไม่ว่าจะเป็นประเด็นใดๆก็ตาม) อย่างไรบ้าง?” แล้ว คำว่า “ผู้นำชุมชน” ที่ผู้เขียนให้ความสนใจในบทความนี้ หมายถึงใคร? มีความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมอย่างไรบ้าง?
ผู้นำชุมชน (Community Leaders) หมายถึง ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้า ดูแลเอาใจใส่ และปกครองให้ชาวชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดี รวมทั้งเป็นผู้ที่เผชิญกับสถานการณ์ของความขัดแย้งในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลา และมีบทบาทสำคัญในการเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งและได้ทำหน้าที่ในการจัดการความขัดแย้งมาตลอดตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน อาทิเช่น การแย่งแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก การรุกที่ป่าสงวน การขัดแย้งทางการเมือง และการทะเลาะวิวาทกัน เป็นต้น จากอดีตจวบจนปัจจุบัน พบว่า ผู้นำชุมชน มักเป็นผู้ทรงอิทธิพล กล้าคิด กล้าทำ หรือไม่ก็เป็นที่มีฐานะดี เพราะชาวบ้านจะได้เกรงใจ และเป็นที่เกรงขาม เมื่อ ชาวบ้านเกิดความไม่เข้าใจกัน ทะเลาะกัน หรือ ขัดแย้งกันรุนแรงจนตกลงกันไม่ได้ ก็มักจะใช้ผู้ทรงอิทธิพลในชุมชน เป็นคนกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ย เช่น ในกรณีที่ หญิง ชาย ที่เป็นคู่รักกัน มีการทำผิดประเวณี ก็มีการเชิญผู้ใหญ่ ที่เคารพนับถือ ของทั้งสองฝ่าย มาเจรจาไกล่เกลี่ย เพื่อ ทำการขอขมา หรือ เรียกค่าเสียหาย ได้ ทำให้คนในชุมชนอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

ที่มา:ฐานข้อมูลการเมืองและการปกครองพระปกเกล้า